มือใหม่หัดขับ! สาวซิ่งป้ายแดงชนแหลก เหยียบเบรกผิดเป็นคันเร่ง

มือใหม่หัดขับ! สาวซิ่งป้ายแดงชนแหลก เหยียบเบรกผิดเป็นคันเร่ง(23 ม.ค.) เมื่อเวลา 21.00 น. พ.ต.ท.นิธิศ ทองดี สารวัตรเวร สถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรีได้รับแจ้งว่า มีเหตุรถเฉี่ยวชนบริเวณทางออกลุมพินี คอนโดทาวน์ ชลบุรี-สุขุมวิท ซอยเพชรสยาม หมู่ 4 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี จึงรุดไปสอบสวนที่เกิดเหตุพบรถเก๋งฮอนด้าแจ๊ส สีแดง หมายเลขทะเบียน ข 0884 สมุทรปราการ โดยมี น.ส.วิไลอายุ 26 ปี พนักงานของโรงงานแห่งหนึ่ง ขับพุ่งชนประตูบ้านของนายนิพนธ์ อายุ 57 ปี หมู่ 4 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ทำให้ประตูเลื่อนเสียหายไปทั้งหมด 3 บาน

นอกจากนี้ยังได้เฉี่ยวชนรถกระบะโตโยต้าไฮลักซ์ วีโก้ หมายเลขทะเบียน ผจ 4402 ชลบุรี รถกระบะอีซูซุ สีแดง หมายเลขทะเบียน ง 1320 ชลบุรี รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า แดง-ดำ หมายเลขทะเบียน จบล 3 ชลบุรี ได้รับความเสียหาย และรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าฟีโน หมายเลขทะเบียน งพง 122 ชลบุรี ซึ่งมีผู้ขับขี่และผู้ซ้อยท้าย 2 คน ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยเช่นกัน ส่วน น.ส.วิไลเจ้าของรถป้ายแดงปฏิเสธจะกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

น.ส.แสงเดือน อายุ 34 ปี พนักงานรักษาความปลอดภัยคอนโดกล่าวว่า ช่วงเกิดเหตุเหตุ น.ส.วิไลขับรถเก๋งออกมาจากคอนโด ด้วยความรีบร้อนจะออกไปทำงาน ผ่านประตู 1 และชะลอรถรอให้ไม้กั้นเปิดออก ช่วงนั้นคาดว่าจะเหยียบเบรก แต่เหยียบผิดไปเหยียบคันเร่ง ทำให้รถพุ่งตัวออกมาอย่างรวดเร็วชนไม้กั้นและวิ่งออกมานอกถนน ด้วยความตกใจจึงเหยียบคันเร่งส่งอีกทำให้ไปพุ่งชนประตูเลื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามเสียหาย และเฉียวชนรถอีกหลายคันได้รับความเสียหายมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากผู้ขี่รถจักรยานยนต์อีกด้วย

นายนพดล อายุ 34 ปี คนซ้อนรถจักรยานยนต์ฮอนด้าฟีโน่กล่าวว่า รถเก๋งวิ่งออกมาอย่างรวดเร็วและชนเต็มแรง จนตัวเองลอยไปเลย ทำให้ได้รับบาดเจ็บที่แขน ส่วนพี่ชายอีกคนได้รับบาดเจ็บที่ขา

นายนิพนธ์ เจ้าของบ้านกล่าวว่า ช่วงเกิดเหตุอยู่ในบ้านได้ยินเสียรถชนประตูบ้านจึงออกมาดู ประตูเลื่อนเสียหายไปทั้งหมด 3 บาน ความเสียหายประมาณ 30,000 บาท ส่วนสาเหตุครั้งนี้ตำรวจคาดว่า อาจจะมาจากการเหยียบเบรกผิดไปเหยียบคันเร่ง เพราะมือใหม่ ทำให้รถเก๋งพุ่งออกมาอย่างรวดเร็วเป็นเหตุให้รถเฉี่ยวชนหลายคัน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน

มือใหม่หัดขับ! สาวซิ่งป้ายแดงชนแหลก เหยียบเบรกผิดเป็นคันเร่ง

มือใหม่หัดขับ! สาวซิ่งป้ายแดงชนแหลก เหยียบเบรกผิดเป็นคันเร่ง(23 ม.ค.) เมื่อเวลา 21.00 น. พ.ต.ท.นิธิศ ทองดี สารวัตรเวร สถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรีได้รับแจ้งว่า มีเหตุรถเฉี่ยวชนบริเวณทางออกลุมพินี คอนโดทาวน์ ชลบุรี-สุขุมวิท ซอยเพชรสยาม หมู่ 4 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี จึงรุดไปสอบสวนที่เกิดเหตุพบรถเก๋งฮอนด้าแจ๊ส สีแดง หมายเลขทะเบียน ข 0884 สมุทรปราการ โดยมี น.ส.วิไลอายุ 26 ปี พนักงานของโรงงานแห่งหนึ่ง ขับพุ่งชนประตูบ้านของนายนิพนธ์ อายุ 57 ปี หมู่ 4 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ทำให้ประตูเลื่อนเสียหายไปทั้งหมด 3 บาน

นอกจากนี้ยังได้เฉี่ยวชนรถกระบะโตโยต้าไฮลักซ์ วีโก้ หมายเลขทะเบียน ผจ 4402 ชลบุรี รถกระบะอีซูซุ สีแดง หมายเลขทะเบียน ง 1320 ชลบุรี รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า แดง-ดำ หมายเลขทะเบียน จบล 3 ชลบุรี ได้รับความเสียหาย และรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าฟีโน หมายเลขทะเบียน งพง 122 ชลบุรี ซึ่งมีผู้ขับขี่และผู้ซ้อยท้าย 2 คน ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยเช่นกัน ส่วน น.ส.วิไลเจ้าของรถป้ายแดงปฏิเสธจะกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

น.ส.แสงเดือน อายุ 34 ปี พนักงานรักษาความปลอดภัยคอนโดกล่าวว่า ช่วงเกิดเหตุเหตุ น.ส.วิไลขับรถเก๋งออกมาจากคอนโด ด้วยความรีบร้อนจะออกไปทำงาน ผ่านประตู 1 และชะลอรถรอให้ไม้กั้นเปิดออก ช่วงนั้นคาดว่าจะเหยียบเบรก แต่เหยียบผิดไปเหยียบคันเร่ง ทำให้รถพุ่งตัวออกมาอย่างรวดเร็วชนไม้กั้นและวิ่งออกมานอกถนน ด้วยความตกใจจึงเหยียบคันเร่งส่งอีกทำให้ไปพุ่งชนประตูเลื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามเสียหาย และเฉียวชนรถอีกหลายคันได้รับความเสียหายมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากผู้ขี่รถจักรยานยนต์อีกด้วย

นายนพดล อายุ 34 ปี คนซ้อนรถจักรยานยนต์ฮอนด้าฟีโน่กล่าวว่า รถเก๋งวิ่งออกมาอย่างรวดเร็วและชนเต็มแรง จนตัวเองลอยไปเลย ทำให้ได้รับบาดเจ็บที่แขน ส่วนพี่ชายอีกคนได้รับบาดเจ็บที่ขา

นายนิพนธ์ เจ้าของบ้านกล่าวว่า ช่วงเกิดเหตุอยู่ในบ้านได้ยินเสียรถชนประตูบ้านจึงออกมาดู ประตูเลื่อนเสียหายไปทั้งหมด 3 บาน ความเสียหายประมาณ 30,000 บาท ส่วนสาเหตุครั้งนี้ตำรวจคาดว่า อาจจะมาจากการเหยียบเบรกผิดไปเหยียบคันเร่ง เพราะมือใหม่ ทำให้รถเก๋งพุ่งออกมาอย่างรวดเร็วเป็นเหตุให้รถเฉี่ยวชนหลายคัน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน

สอบถาม น.ส.นเรศ,มานั่งดื่มที่ร้านทุกวัน,ก่อนจะกระทืบ

ต่างชาติทนไม่ได้ ห้ามชายไทยทำร้ายผู้หญิง สุดท้ายถูกกระทืบบาดเจ็บเมื่อเวลา 22.30 น. วันที่ 16 ม.ค.60 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี รับแจ้งนักท่องเที่ยวถูกทำร้ายร่างกาย ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบริเวณ หน้าบาร์เบียร์ สวัสดี ซอยพระตำหนัก 5 ม. 12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยารุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทราบชื่อคือนายบ๊อบ อายุ 67 ปี สัญชาติอเมริกัน ได้รับบาดเจ็บนอนอยู่กับพื้น สภาพศีรษะแตกและตามลำตัวฟกช้ำ เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลพัทยาเมโมเรียล
สอบถาม น.ส.นเรศ มูลประเสริฐ อายุ 47 ปี เจ้าของร้านบาร์เบียร์ ได้เล่าให้ฟังว่าผู้บาดเจ็บ จะมานั่งดื่มที่ร้านทุกวัน ก่อนเกิดเหตุผู้บาดเจ็บเห็นพนักงานหญิงที่ร้านกำลังมีปากเสียงกับอดีตสามี และกำลังจะลงมือทำร้ายร่างกายฝ่ายหญิง ผู้บาดเจ็บจึงเข้าไปห้ามปรามไม่ให้ทำร้าย ทำให้ฝ่ายชายเกิดความไม่พอใจ ชกเข้าที่ใบหน้าไปหลายที จนผู้บาดเจ็บล้มลงไปกองกับพื้นก่อนจะกระทืบซ้ำอีกหลายครั้ง จากนั้นพลเมืองดีเข้าไปช่วยกันห้าม หลังก่อเหตุก็รีบหลบหนีไป ส่วนหญิงก็ปิดปากเงียบไม่ยอมให้รายละเอียดกับสื่อ บอกเพียงแฟนเก่ามาขอคืนดีเท่านั้น

เบื้องต้นจะต้องรอผู้บาดเจ็บรักษาตัวให้หายดีก่อนจะเข้ามาให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนคู่กรณีจะติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป

ตามเจอแล้ว โดรน 1 ล้านสำรวจน้ำท่วมใต้ หลังออกหาเป็นวัน

ตามเจอแล้ว โดรน 1 ล้านสำรวจน้ำท่วมใต้ หลังออกหาเป็นวันโดรนสำรวจน้ำท่วมพื้นที่ภาคใต้ มูลค่า 1 ล้านของกรมชลประทาน สามารถติดตามเจอแล้ว หลังออกประกาศตามหาในโซเชียล พบลอยอยู่ในสวนปาล์ม

(21 ม.ค.) จากกรณีที่สำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา กรมชลประทาน ได้ออกประกาศตามหา อากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก (UAV) ที่ขึ้นบินสำรวจพื้นที่ประสบอุทกภัย บริเวณ ต.ท่าโรงช้าง ต.เขาหัวควาย และ ต.ท่าข้าม อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อถ่ายภาพแผนที่น้ำท่วม แต่ปรากฏว่าได้หายสาบสูญไป ทำให้ออกตามหากันในพื้นที่ เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีสำคัญและมูลค่าสูงถึง 1 ล้านบาท

ภายหลังจากที่ข่าวการตามหาอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก ถูกเผยแพร่ไปในโลกโซเชียลมีเดีย ปรากฏว่าล่าสุดได้ค้นพบเจอแล้ว ตามเบาะแสที่ชาวบ้านในพื้นที่ได้แจ้งเข้ามา ประกอบกับแกะรอยตามเครื่องตรวจจับสัญญาณของอากาศยานไร้คนขับ ทำให้พบว่าลอยน้ำอยู่ภายในร่องน้ำสวนปาล์ม ใกล้กับแนวส่งสายไฟฟ้าแรงสูง พื้นที่ หมู่ 2 ต.ท่าโรงช้าง อ.พุนพิน

ทั้งนี้ ทางกรมชลประทานได้ขอบคุณเจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลศรัทธา สุราษฎร์ธานี ที่อนุเคราะห์ให้ความช่วยเหลือ และขอบคุณโลกโซเชียลมีเดียที่ช่วยเผยแพร่และแชร์ข้อมูลส่งต่อจนนำมาสู่การค้นพบเทคโนโลยีสำคัญของกรม โดยใช้เวลาติดตามค้นหาราวๆ 8 ชั่วโมง

ดีเดย์นำระบบประเมินความเสี่ยง ปล่อยชั่วคราวจำเลย 1 ก.พ.นี้

ดีเดย์นำระบบประเมินความเสี่ยง ปล่อยชั่วคราวจำเลย 1 ก.พ.นี้ศาลยุติธรรม ดีเดย์นำระบบประเมินความเสี่ยงในการปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องใช้หลักประกันมาให้โอกาสจำเลยที่ไม่มีหลักทรัพย์ใช้นำร่อง 5 ศาล 1 กุมภาพันธ์ นี้

นายอธิคม อินทุภูติ เลขาธิการศาลยุติธรรม เป็นประธานเปิดงานสัมมนาสื่อมวลชน ที่จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมระบุว่าศาลยุติธรรมมีการพัฒนาระบบการจัดการคดีให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การพิจารณาคดีมีความรวดเร็วมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2546 โดยพบว่าส่วนใหญ่คดีที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นจะแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน 1 ปี ส่วนคดีที่เข้าสู่ชั้นศาลอุทธรณ์จะแล้วเสร็จไม่เกิน 6 เดือน

ซึ่งในปี 2559 มีคดีเข้าสู่การพิจารณาศาลชั้นต้น 1,644,142 คดี พิจารณาแล้วเสร็จ 1,421,568 คดี ภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี คิดเป็นร้อยละ 98.94 และมีคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำนวน 49,882 คดี พิจารณาแล้วเสร็จ 43,433 คดี ในเวลาไม่เกิน 6 เดือน คิดเป็นร้อยละ 98.26 ส่วนศาลฎีกามีคดีเข้าสู่การพิจารณา 18,705 คดี พิจารณาแล้วเสร็จ 9,290 คดี คงค้าง 9,415 คดี เมื่อเปรียบเทียบคดีคงค้างเมื่อ 4 ปีก่อน จำนวน 37,958 คดี พบว่าคดีค้างลดลงมาก

นายอธิคม กล่าวว่าศาลยุติธรรมได้เพิ่มประสิทธิภาพลดความเหลื่อมล้ำในการปล่อยชั่วคราวหรือการประกันตัวจำเลยในระหว่างการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีในศาล ซึ่งส่วนใหญ่ศาลจะอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เช่นปี 2558 มีผู้ต้องหาหรือ จำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อศาลชั้นต้นทั่วประเทศ 231,568 คน ศาลอนุญาต 217,214 คน ไม่อนุญาตเพียง14,354 คน คิดเป็นร้อยละ 6.20 เท่านั้น และในปี 2559 มีผู้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว 213,537 คน ศาลอนุญาต 201,149 คน ไม่อนุญาต 12,388 คน คิดเป็นร้อยละ 6.6 เท่านั้น

แต่จากสถิติผู้ต้องขังของกรมราชทัณฑ์เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2560 พบว่าพบว่ามีผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างการสอบสวนและการพิจารณาของศาลมีจำนวนถึง 59,070 คน จากจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมด 289,675 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 20.29 ของผู้ต้องขังทั้งหมด โดยเชื่อว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องขังที่พฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรง แต่ไม่มีหลักทรัพย์วางประกันจึงทำให้ถูกขังระหว่างการพิจารณา แตกต่างจากผู้ที่มีฐานะดีมีหลักประกันมาวางต่อศาลสามารถไปใชีวิตปกติ ประกอบอาชีพได้

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวศาลยุติธรรมจึงได้นำระบบประเมินความเสี่ยงในการปล่อยชั่วคราวมาทดลองใช้ในระบบกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย โดยมีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงในการหลบหนีของจำเลย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของศาลตรวจสอบข้อมูลตามแบบฟอร์มที่กำหนดแล้วประเมินออกมาเป็นตัวเลขความเสี่ยงการหลบหนีของจำเลย เพื่อให้ศาลพิจารณาก่อนสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราว และไม่ต้องใช้หลักประกัน เฉพาะคดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี โดยจะเริ่มโครงการทดลองวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้

เสี่ยงโชคทั้งหมู่บ้าน เลขทะเบียนรถตู้ผีจ้างไปส่งสำนักสงฆ์ร้าง

ชาวบ้านแห่เสี่ยงโชค หาซื้อเลยตามป้ายทะเบียนรถตู้คันดัง หลังอ้างมีผีจ้างให้ขับไปส่งที่สำนักสงฆ์ร้าง เจ้าของนำรถทำบุญ เชื่อน่าจะเป็นสิริมงคล

(17 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังมีข่าวกรณีมีข่าวผีจ้างรถตู้ของ นายเด่นชัย จันทร์ไตรรัตน์ อายุ 43 ปี โดยเหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 12 มกราคม 2560 ซึ่งทางเจ้าของรถได้ยืนยันว่าเกิดเหตุการณ์แปลกขึ้นกับตนจริง เป็นรถตู้ยี่ห้อ โตโยต้า สีบรอน ทะเบียน นข 3777 สกลนคร หลังเกิดเรื่องแปลกขึ้นทางญาติพี่น้อง ได้นำพระมาสวดทำบุญบ้าน และรดน้ำมัน เจิมรถสะเดาะเคราะห์ตามความเชื่อ เพื่อให้เกิดโชคลาภ

เสี่ยงโชคทั้งหมู่บ้าน เลขทะเบียนรถตู้ผีจ้างไปส่งสำนักสงฆ์ร้างนายเด่นชัย เจ้าของรถตู้ เปิดเผยถึงเหตุการณ์ว่ เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. วันที่ 12 มกราคม 2560 ขณะตนได้ขับรถตู้มาทำธุระในเทศบาลตำบลนาหนาด ขากลับได้เกิดเรื่องแปลก เดินไปที่รถได้มีพระสงฆ์กับญาติโยม นั่งในรถ หลายคนตอนแรกรู้สึกแปลกใจ แต่คิดย้อนหลังเหมือนมีสิ่งดลใจให้ไปส่งพระสงฆ์กับญาติโยมและแม่ชี โดยไม่ได้คิดอะไร

ตลอดเส้นทางในความรู้สึกไม่ได้มีการพูดคุย หรือไม่ได้แปลกใจกับเส้นทางที่ขับมา แต่มานึกอีกทีก็รู้เพียงว่าจะไปส่งพระสงฆ์กับญาติโยมที่ต้องการจะไปปฏิบัติธรรม กระทั่งเกิดเรื่องแปลกเมื่อรถตู้ของตนไปตกบริเวณคลองระบายน้ำสันเขื่อนอ่างเก็บน้ำ นับว่าเหลือเชื่อที่รถจะขับลงไปได้ รู้ตัวอีกทีก็ตอนล้อหน้ารถตกขอบคลองระบายน้ำ และญาติพี่น้องได้โทรตามหา ทำให้ตนรู้สึกตกใจตัวเองว่ามาได้อย่างไร

ทางด้านญาติพี่น้องและชาวบ้าน จึงได้นำรถยกไปลากรถตู้ขึ้นมาแบบทุลักทุเล เรื่องนี้ตนเชื่อว่าเป็นเรื่องของความเชื่อสิ่งลี้ลับที่พิสูจน์ได้ยาก แต่ตนยืนยันว่าไม่ได้เมาจนขาดสติหรือมีปัญหาเรื่องอื่น เพราะเส้นทางไม่เคยรู้จักและไม่เคยไปมาก่อน แต่เป็นเรื่องแปลกที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

หลังเกิดเหตุก็ได้นิมนต์พระมาทำบุญบ้านและรดน้ำมันรถตู้คันเกิดเหตุ เชื่อว่าหลังจากนี้อาจจะได้รับโชค เพราะตนชอบทำบุญตลอด รวมถึงเป็นความศักดิ์สิทธิ์ของวัดร้างที่อาจต้องการให้คนเคารพศรัทธา และไปพัฒนาทำบุญ หลังถูกทิ้งร้างมาหลายปี

ล่าสุดหลังจากมีข่าวแพร่สะพัดออกไป ทำให้มีชาวบ้านและผู้ที่ทราบข่าว รวมถึงญาติพี่น้องเจ้าของรถตู้ถูกผีจ้าง ได้แห่พากันนำเลขทะเบียนไปเสี่ยงโชคในวันหวยออกเกือบทั้งหมู่บ้าน ทำให้สลากกินแบ่งรัฐบาลที่ลงท้ายด้วย 777 ขายดี จนไม่มีเหลือในพื้นที่ เนื่องจากชาวบ้านเชื่อว่าจะให้โชคลาภ

ลุงอับอาย ย่องปีนข้างบ้าน-สาวไม่เล่นด้วย ชิงมาผูกคอตาย

ลุงอับอาย ย่องปีนข้างบ้าน-สาวไม่เล่นด้วย ชิงมาผูกคอตายเฒ่าวัยดึกคึกแอบย่องปีนเข้าบ้านสาว แต่สาวโวยวายไม่เล่นด้วย เลยนัดเคลียร์ปัญหาช่วงเย็น แต่ชิงผู้คอตายหนีอับอายไปเสียก่อน

(20 ม.ค.) ร.ต.อ.เสฏฐวุฒิ นิลจันทร์ ร้อยเวร สภ.รัตนบุรี อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ได้รับแจ้งว่ามีคนผูกคอตายที่บ้านเลขที่ 8 หมู่ที่ 14 ต.รัตนบุรี อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ จึงพร้อมด้วยกู้ภัยฮุก 31 จุดรัตนบุรี รุดไปยังที่เกิดเหตุ

พบศพผู้เสียชีวิตผูกคอในลักษณะยืนอยู่ภายในห้องน้ำหลังบ้านในที่เกิดเหตุ โดยใช้ผ้าขาวม้าผูกกับขื่อ ข้างศพมีถังน้ำเปล่าวางอยู่ ไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือหลักฐานอื่น คาดว่าผู้เสียชีวิตคงจะใช้ยืนผูกคอ ทราบภายหลังผู้เสียชีวิตคือ นายบุญทัน อายุ 59 ปี เจ้าของบ้าน คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5-6 ชั่วโมง

จากการสอบสวนน้องสาวผู้ตายและเป็นผู้พบศพคนแรก ทราบว่าก่อนที่จะมาพบศพพี่ชายกลับจากทำธุระนอกบ้าน แต่ก็ไม่พบนายบุญทันพี่ชายอยู่ในบ้าน แต่สังเกตเห็นว่าห้องน้ำปิดอยู่ จึงคิดว่านายบุญทันพี่ชายคงจะเข้าห้องน้ำ แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานผิดปกติ ตนจึงไปเคาะประตูห้องน้ำเรียก แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ

จนกระทั่งเวลาผ่านไปนานผิดสังเกต จึงได้ไปตามพี่ชายอีกคนซึ่งอยู่บ้านอีกหลังติดกัน ซึ่งเป็นน้องผู้ตายมาช่วยกันพังประตูห้องน้ำเข้าไป จึงได้พบว่านายบุญทันพี่ชายได้ผูกคอเสียชีวิตไปนานแล้ว

น้องสาวผู้ตายได้เผยถึงสาเหตุการตายว่า นายบุญทันคงจะเครียดจากปัญหาที่ไปขึ้นบ้านสาวข้างบ้านเมื่อคืนที่ผ่านมา จนสาวโวยวายจะเอาเรื่อง จึงได้มีการตกลงที่จะนัดเจรจากันที่บ้านผู้ใหญ่บ้านในเย็นวันนี้ แต่พี่ชายตนคงจะอับอายและเครียด จึงได้ชิงผูกคอตายเสียก่อน สำหรับพี่ชายของตนเป็นคนโสดไม่มีลูกเมีย ส่วนสาเหตุอย่างอื่นที่จะทำให้คิดสั้นจนต้องผูกคอตายนั้น คงไม่มีเรื่องอื่นอีก

191 รวบ2เด็กแว้นส่งยาย่านยมราช

191 รวบ2เด็กแว้นส่งยาย่านยมราชตำรวจ 191 ร่วม สน.พญาไท ตั้งด่านสกัดจับ 2 เด็กแว้นซิ่งจักรยานยนต์ส่งยาเสพติด สารภาพได้ค่าจ้าง 3 พัน เตรียมนำไปแต่งรถซิ่งแข่งขัน

นายฑีฆวัฒน์ หลักคำ และ นายวรเทพ วงศ์สุภา ถูกตำรวจกองบังคับการสายตรวจ และปฏิบัติการพิเศษ 191 ร่วมกับ ตำรวจนครบาลพญาไท ร่วมกันจับกุมตัวได้ ขณะตำรวจตั้งด่านตรวจค้นบริเวณถนนเพชรบุรี แยกราชเทวี พร้อมของกลางยาบ้ากว่า 5,000 เม็ด และรถจักรยานยนต์

โดย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ระบุว่า ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า อ้างว่า เพิ่งทำเป็นครั้งแรก ไปรับยาเสพติดที่บริเวณริมทางรถไฟ ชุมชนมักกะสัน เพื่อจะไปส่งให้กับเครือข่ายย่านยมราช โดยได้รับค่าจ้าง เป็นเงิน 3,000 บาท ซึ่งเงินที่ได้มาจะนำไปแต่งรถจักรยานยนต์ซิ่งใช้ในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม สำหรับมาตรการการตั้งด่านตรวจค้น พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ยังระบุด้วยว่า เป็นมาตรการดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยจะมีกำลังตำรวจกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ 191 ให้การสนับสนุน ตำรวจท้องที่ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรม เช่น ยาเสพติด และ อาวุธปืน

นาทีชีวิต! หนุ่มปริศนาติดในท่อระบายน้ำ กลางถนนวิภาวดี โชคดีกู้ภัยช่วยทัน

นาทีชีวิต! หนุ่มปริศนาติดในท่อระบายน้ำ กลางถนนวิภาวดี โชคดีกู้ภัยช่วยทันอึ้ง! ชายปริศนาติดอยู่ในท่อระบายน้ำ ซอยวิภาวดี 9 หลังชาวบ้านพบ รีบแจ้งมูลนิธิร่วมกตัญญู เข้าช่วยงัดฝาท่อนำตัวขึ้นมาได้ทัน

วันที่ 19 มกราคม 2560 เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู ได้รับแจ้งว่า มีชายติดอยู่ภายในท่อระบายน้ำ บนถนนวิภาวดี ช่องเลนซ้ายสุด ปากซอยวิภาวดี 9 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กทม. รุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบชาย อายุประมาณ 20 ปี ไม่สวมเสื้อ สวมกางเกงขาสั้นสีดำ ซึ่งน้ำในท่อสูงถึงระดับคอ พร้อมส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ จากนั้นเจ้าหน้าที่เร่งนำตัวขึ้นมาจากท่อระบายน้ำ ท่ามกลางความมึนงงของเจ้าหน้าที่และชาวบ้านที่มามุงดู ว่าเหตุใดชายหนุ่มคนดังกล่าวถึงได้ลงไปอยู่ในท่อระบายน้ำได้ หลังจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู ช่วยกันงัดฝาท่อระบายน้ำแล้วนำตัวขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย จากการสอบถามเบื้องต้นว่าลงไปได้อย่างไรนั้นชายคนดังกล่าวก็พูดจาวกไปวนมาไม่รู้เรื่อง จึงประสานตำรวจสายตรวจ สน.บางซื่อ มารับตัวไปสอบสวน และตามหาญาติเพื่อส่งกลับบ้านต่อไป

แบดมินตันไทยตั้งเป้าคว้า 2 ทองซีเกมส์ “ปัทมา” ประสานลงตัวจัดสรรนักกีฬา

แบดมินตันไทยตั้งเป้าคว้า 2 ทองซีเกมส์ “ปัทมา” ประสานลงตัวจัดสรรนักกีฬา

คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล นายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ เปิดเผยว่า การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 29 วันที่ 19-31 สิงหาคมนี้ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นักแบดมินตันไทย และในอาเซียนประสบปัญหาเดียวกันคือมีโปรแกรมแข่งขันชนกันทั้งศึกชิงแชมป์โลก วันที่ 21-27 สิงหาคม ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ และกีฬามหาวิทยาลัยโลก ครั้งที่ 29 วันที่ 19-30 สิงหาคม ที่กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน

นายกสมาคมตบลูกขนไก่ไทย กล่าวอีกว่า สมาคมได้ปรึกษาทีมผู้ฝึกสอน นำโดย เร็กซี่ ไมนากี้ เฮดโค้ชชาวอินโดนีเซีย และคณะกรรมการบริหารกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ก.ก.ม.ท.) แล้ว ก่อนประกาศรายชื่อนักแบดมินตันทีมชาติไทยที่อยู่ในข่ายออกมาแล้ว อย่างไรก็ดี “เมย์”รัชนก อินทนนท์ เลือกที่จะไปแข่งขันชิงแชมป์โลก

ส่วน “พีช”พรทิพย์ บูรณะประเสริฐสุข ได้รับบาดเจ็บเอ็นเข่าขาด ต้องพักรักษาอาการราว 9 เดือน ขณะที่ขุมกำลังคนอื่นยังอยู่กันครบ ทำให้ซีเกมส์หนนี้ สมาคมฯ ยังตั้งเป้าหมายไว้คือรักษามาตรฐานเดิมที่ทำได้ 2 เหรียญทอง หรืออย่างน้อยต้องมีเหรียญทองติดมือกลับมา แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูว่าชาติอื่นทั้ง มาเลเซีย, อินโดนีเซีย หรือเวียดนาม จะส่งนักกีฬาชุดใดไปแข่งขันด้วย

สำหรับนักแบดมินตันชุดซีเกมส์ ที่มีการประกาศในรอบแรก ทีมชายมี ชายเดี่ยว ทนงศักดิ์ แสนสมบูรณ์สุข, ชายคู่ เดชาพล พัววรานุเคราะห์, กิตตินุพงษ์ เกตุเรน, บดินทร์ อิสสระ/นิพิฐพนธ์ พวงพั่วเพชร, ทีมหญิง หญิงเดี่ยว พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์, บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์, ณิชชาอร จินดาพล, รัชนก อินทนนท์, พรทิพย์ บูรณะประเสริฐสุข, หญิงคู่ ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย/พุธิตา สุภจิรกุล, รวินดา ประจงใจ/จงกลพรรณ กิติธรากุล โดยจะมีการคัดเลือกนักกีฬาเข้ามาเสริมทีมเพิ่มเติมวันที่ 23-24 ม.ค.นี้ ต่อไป